วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

แนวทางการรับประทานอาหารเพื่อ.....สุขภาพที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน


แนวทางการรับประทานอาหารเพื่อ.....สุขภาพที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีโรคแทรกซ้อนก็จะลดลงด้วย

หลักการควบคุมง่ายๆในการคุมอาหาร • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ • รับประทานข้าวเป็นหลัก สลับกับอาหารพวกแป้งเป็นบางมื้อ • รับประทานพืชผักให้มาก และรับประทานผลไม้เป็นประจำ • รับประทานเนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดเป็นประจำ • ดื่มนมให้พอเหมาะกับวัย • หลีกเลี่ยงอาหาร หวาน มัน และเค็ม • รับประทานอาหาร 3 มื้อ และอาหารว่างหนึ่งมื้อ และรับประทานอาหารให้เป็นเวลา ห้ามงดอาหาร • รับประทานอาหารให้หลากหลายเพื่อที่รางกายจะได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยพิจารณาจากภาพให้รับประทาน อาหารได้มากบริเวณฐาน และรับประทานน้อยบริเวณยอดสามเหลี่ยม • รับประทานไขมันให้น้อย เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงการทอดใช้การย่าง อบ ต้ม หรือเผาแทนการทอด • รับประทานน้ำตาลให้น้อยลง ก่อนรับประทานอาหารให้อ่านสลากอาหาร และหลีกเลี่ยง sucrose,dextrose,fructose,corn syrup หลีกเลี่ยงน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาล หลีกเลี่ยงคุกกี้ เค้ก ลูกอม • หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม โดยการเติมเกลือให้น้อย หลีกเลี่ยงอาหารกระป่อง ให้ชิมรสอาหารก่อนปรุง การควบคุมอาหาร Medical nutrition therapy(MNT) เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยต้องสามารถที่จะวางแผนในการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อได้อย่างเหมาะสม เป็นที่ทราบกันดีว่าการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเป็นการรักษาที่สำคัญในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง จุดมุ่งหมายในการควบคุมอาหารคือ 1. รักษาระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดโดยการปรับให้เกิดความสมดุลระหว่างกับยาที่ใช้คุมเบาหวานไม่ว่าจะเป็นยาฉีดหรือยารับประทาน 2. เพื่อป้องกันโรคที่พบร่วมกับเบาหวานได้แก่ • ไขมันในเลือดสูง • ความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนได้แก่ หลอดเลือดแดงแข็ง ภาวะหมดสติจากน้ำตาลต่ำหรือสูงต้องได้รับพลังงานเพียงพอที่จะรักษาระดับน้ำหนักให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตในเด็ก เพียงพอสำหรับที่จะตั้งครรภ์และให้นมบุตร เพียงพอที่จะใช้ต่อสู้กับภาวะเครียดต่างๆ ส่งเสริมสุขภาพให้ดีที่สุดเพื่อควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรเป็น ถ้าเป็นเด็กต้องให้ได้พลังงานที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติ แผนการควบคุมอาหารให้ปรับเป็นรายๆขึ้นอยู่กับสภาพของโรค มี insulin resistant หรือไม่ อายุน้ำหนัก ยาที่รับประทาน พฤติกรรมการบริโภค ตารางข้างล่างเป็นเป้าหมายในการคุมเบาหวานโดยคุมอาหาร หลักการควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน การควบคุมอาหารในปัจจุบันไม่ได้เข้มงวดเหมือนในอดีต ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารต่างๆได้เหมือนปกติ แต่อาจจะต้องดัดแปลงหรือจำกัดปริมาณเพื่อให้เหมาะสมกับโรคปัจจัยที่เราจะต้องนำมาพิจารณาได้แก่ 1. ปริมาณพลังงานที่ได้รับ คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าการกินน้ำตาลมากจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ผเมื่อเจาะเลือดตรวจพบน้ำตาลว่าสูงผู้ป่วยส่วนหนึ่งมักจะบอกว่าช่วงนี้ไม่ได้รับประทานหวานเลยทำไมน้ำตาลยังสูงอยู่ ความจริงระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นมากน้อยแค่ไหนมิได้ขึ้นกับปริมาณน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต์ แต่ขึ้นกับปริมาณพลังงานที่ได้รับ หากรับมากเกินความต้องการของร่างกายระดับน้ำตาลในเลือดจะสูง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยระวังอาหารมันซึ่งเป็นสาเหตุของน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือดสูง - พลังงานที่ได้ควรเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตและเพียงพอในการคงสภาพน้ำหนัก คนที่อ้วนควร จะจำกัดพลังงานร่วมกับการออกกำลังกาย คนผอมควรจะได้รับพลังงานเพิ่มเพื่อให้น้ำหนักอยู่ใน เกณฑ์ปกติ คนที่ทำงานใช้แรงมากก็ควรจะได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ - พลังงานที่ได้ขึ้นกับสภาพน้ำหนัก และกิจกรรมในแต่ละวัน - โดยทั่วไปประมาณ20-45 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กก. 2. ปริมาณคาร์โบไฮเดรต์ที่ได้รับ คาร์โบ"ฮเดรต์หมายถึงอาหารพวกแป้งซึ่งมีอยู่หลายชนิด เช่น น้ำตาล ( sugar) อาหารพวกแป้ง (starch ) ใยอาหาร (fiber) น้ำตาลชนิดอื่น (sucrose,fructose,lactose) จากการศึกษาพบว่าไม่ว่าจะรับประทานอาหารพวกแป้งชนิดไหนก็สามารถทำให้น้ำตาลขึ้นได้ใกล้เคียงกัน ขึ้นกับปริมาณของแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต์ที่ได้รับ ลบล้างความเชื่อที่ว่ารับประทานผลไม้แล้วน้ำตาลไม่ขึ้น หรือรับประทานอาหารที่มีใยมากแล้วน้ำตาลไม่เพิ่ม Glycemic index เป็นการวัดการดูดซึมของอาหารเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารมาตรฐาน ถ้าอินเด็กเท่ากับร้อยหมายความว่าดูดซึมได้เท่ากับอาหารมาตรฐาน ถ้าต่ำกว่า 100ก็แสดงว่าดูดซึมได้น้อยกว่าอาหารมาตรฐาน ถ้าสูงกว่า 100 แสดงว่าอาหารนั้นดูดซึมได้ดีกว่าอาหารมาตรฐาน อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรจะมีค่าอินเด็กต่ำ
ชนิดอาหาร ค่าอินเดกซ์
ขนมปังขาว 110
ข้าวเหนียว 106
ข้าวจ้าว 100
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ 76
ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ บะหมี่ 75
มะกะโรนี สะปาเก็ตตี 64-67
วุ้นเส้น 63
ทุเรียน 62.4
สัปปะรด 62.4
ลำไย 57.2
ส้ม 55.6
องุ่น 53.1
มะม่วง 44.6
มะละกอ 40.6
กล้วย 38.6
ดังนั้นผลไม้ที่ควรจะรับประทานได้แก่กล้วยและมะละกอ
ตารางแสดงปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับ
พลังงานที่ รับประทาน/วันcalories
• พลังงานที่ได้ควรเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตและเพียงพอในการ คงสภาพน้ำหนัก • พลังงานที่ได้ขึ้นกับสภาพน้ำหนัก และกิจกรรมในแต่ละวัน• โดยทั่วไปประมาณ20-45 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กก.
อาหารProtein
• พลังงานที่ได้ควรเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตและเพียงพอในการ คงสภาพน้ำหนัก • พลังงานที่ได้ขึ้นกับสภาพน้ำหนัก และกิจกรรมในแต่ละวัน• โดยทั่วไปประมาณ20-45 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กก.
อาหารไขมัน Fat
ปริมาณไขมันสำหรับผู้ที่น้ำหนักปกติ• ให้รับประทานไขมัน = 30% ของพลังงานทั้งหมด • ไขมันอิ่มตัว saturated fat <10%,>25 กก/ม²ให้ถือว่าอ้วน BMI >30 กก/ม²อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องรีบลดน้ำหนัก สารอาหารโปรตีน โปรตีนเป็นส่วนประกอบพื้นฐานโครงสร้างของเซลล์ ฮอร์โมนหลายๆอย่าง สารอาหารโปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีแนะนำให้รับประทานปริมาณโปรตีน 0.8 กรัม/น้ำหนัก/วัน ในผู้ป่วยสูงอายุโปรตีนควรมาจาก ไข่ นม เนื้อไม่ติดมัน เต้าหู้ ถั่ว สารอาหารไขมัน สารอาหารไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 กิโแคลอรี ร่างกายต้องการ 25-30% ผู้ป่วยที่อ้วนหรือ LDL สูง ควรลดปริมาณพลังงานจากไขมันให้ต่ำกว่า 30% สารอาหาร carbohydrate การรับประทานสารอาหาร carbohydrate จะทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง สารอาหารโปรตีนและไขมันจะช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมของ carbohydrate วันหนึ่งๆควรได้ carbohydrate 50 - 60% เมื่อคำนวณจำนวนสารอาหาร carbohydrate ก็แบ่งจำนวนดั่งกล่าวเป็นมื้อๆอย่างเหมาะสม นอกจากนั้นควรได้อาหารที่มีใยมากกว่า 25-40 กรัม/วันซึ่งใยอาหารจะลด cholesterolได้ดี carbohydrate 1กรัมให้พลังงาน 4 กิโแคลอรี วิตามินและเกลือแร่ ยังไม่มีหลักฐานถึงความจำเป็นในการเพิ่มวิตามินสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แต่อย่างไรก็ตามสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น vitamin E, vitamin C, B-carotene ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ การให้ chromium สามารถลดระดับน้ำตาลและเพิ่ม HDL ในผู้ป่วยที่ขาด chromium Alcohol แนะนำให้ดื่ม 1-2 ครั้งซึ่งจะลดอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ยาก และอาจจะทำให้เกิดน้ำตาลในเลือดต่ำได้
@import url(http://www.google.com/cse/api/branding.css);

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

การเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ...ของหัวใจ




การเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพของหัวใจ



การเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพของหัวใจ
1. ให้ลดปริมาณไขมันที่มีอยู่ในอาหารทั้งหมดให้เหลือเพียง 35% ของแคลอรีที่รับประทานในแต่ละวัน ซึ่งปัจจุบันคนเราได้พลังงานจากไขมันสูงถึงกว่า 40%
2. ควรจำกัดไขมันชนิดอิ่มตัวที่ได้จากสัตว์ หรือไขมันจากพืช หรือปลา แต่มาทำให้อยู่ในสภาพแข็งโดยวิธีเอาน้ำออก ที่เรียกว่าไฮโดรจีเนชัน
3. ให้ใช้ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนแทนไขมันชนิดอิ่มตัว เพื่อลดปริมาณคอเลสเตอรอล
4. ต้องลดอาหารทุกชนิดเพื่อลดจำนวนแคลอรีลง โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกินอยู่แล้ว หมายความว่าต้องลดทั้งคาร์โบไฮเดรต และไขมันด้วย เพราะคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านขบวนการแล้วโดยเฉพาะพวกน้ำตาลและแอลกอฮอล์จะเปลี่ยนเป็นไขมันได้ ถ้าร่างกายยังไม่ต้องการใช้เป็นพลังงาน
ข้อแนะนำวิธีการลดไขมันอิ่มตัว
1. รับประทานเนื้อและไข่แดงให้น้อยลง แต่ให้เพิ่มเนื้อสัตว์ปีกและปลาให้มากขึ้นแทน เลือกรับประทานแต่เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน พยายามตัดส่วนมันที่ติดอยู่กับเนื้อสัตว์ออกให้หมด ควรปิ้งหรือย่างมากกว่าทอด
2. ไม่ควรใช้เนยสดแต่ให้ใช้มาการีนชนิดนุ่มที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนแทน มาการีนชนิดนี้จะอ่อนตัวอยู่เสมอไม่ว่าจะอยู่ในตู้เย็นหรืออุณหภูมิห้องตามปกติ หลีกเลี่ยงครีมและไขมันที่ลอยเป็นฝาอยู่บนนมเสมอ
3. ใช้น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวเชิงซ้อนเวลาปรุงอาหาร เช่นน้ำมันข้าวโพด นำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันดอกคำฝอย อย่าใช้มาการีนที่แข็งตัวได้หรือน้ำมันหมู น้ำมันปรุงอาหารที่ติดสลากไว้เพียงคำว่า “น้ำมันพืช” อาจมีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูงมากและมีไขมันอิ่มตัวเชิงซ้อนเพียงนิดเดียว
4. รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
แนวทางปฏิบัติในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพของหัวใจ
1. อย่าใช้เนยสดหรือมาการีนแข็งทาขนมปัง ให้ใช้มาการีนชนิดนุ่มที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนแทน
2. อย่าใช้น้ำมันหมู เนยสด หรือมาการีนชนิดแข็งตัวในการปรุงอาหาร และทำขนมอบ ให้ใช้น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันดอกทานตะวัน และมาการีนที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
3. รับประทานเนื้อหมูหรือเนื้อวัวให้น้อยลง โดยเฉพาะเนื้อติดมัน เบคอนและเครื่องในสัตว์ ถ้าจะรับประทานให้เอาส่วนมันออกเสียก่อน และควรปิ้งหรือย่างดีกว่าทอด รับประทานเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ปีกให้มากกว่าเนื้อหมูและเนื้อวัว และอย่ารับประทานน้ำมันที่ออกมาจากเนื้อสัตว์ขณะทำให้สุก ไม่ว่าจะนำไปทำซอสราดบนเนื้อสัตว์ (ที่เรียกว่าน้ำเกรวี่) ก็ตาม
4. งดใช้ครีมและนมที่มีไขมันเนยเต็มอัตราไม่ว่าจะดื่มหรือปรุงอาหาร ให้ใช้นมที่เอาไขมันเนยออกแล้วที่เรียกว่าสกิมมิลค์
5. ลดไข่และเนยแข็ง รับประทานได้ไม่เกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ และให้รับประทานเนยชนิดคอตเตจ (cottage cheese) หรือเนยแข็งที่ทำมาจาก สกิมมิลค์ก็ได้
6. งดเค้กและขนมอบทุกชนิดที่วางขายในท้องตลาด และเมื่อจะทำเองที่บ้านควรใช้ไขมันชนิดมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนแทนด้วย
7. ลดอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกรรมวิธีแล้ว โดยเฉพาะน้ำตาลและแอลกอฮอล์ ให้รับประทานผักและผลไม้ ใช้น้ำผึ้งหรือน้ำตาลทรายแดงช่วยให้ความหวานแทนน้ำตาลทรายขาว
8. เมื่อออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน พยายามเลี่ยงอาหารประเภทตับบด เนยแข็ง ครีม ไข่ ซุปข้นที่มีมัน ซอสที่ราดบนอาหารและเนื้อสัตว์ติดมัน
9. เมื่อรับประทานอาหารฝรั่งควรเลือกน้ำผลไม้คั้น ผลไม้จำพวกแตง หรือซุปใส และรับประทานแต่เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันโดยเลือกเนื้อสัตว์ปีกและเนื้อปลาไว้เสมอ ไม่ควรลืมรับประทานผักสด ตบท้ายด้วยผลไม้แทนเค้กหรือของหวานอื่น ๆ
ที่มา http://www.camarcio.co.th/underoneroof/tipshealth.php#




วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

บุคคลที่ชื่นชอบ


บทพิสูจน์ของความ "ดื้อ" ตุ๊กกี้-สุดารัตน์ บุตรพรหม (มติชน)

3 ปีที่แล้ว คนที่ดูรายการ "ชิงร้อยชิงล้าน" แล้วเห็นผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏตัวในช่วงละคร คนที่ออกมา ทำหน้าเหวี่ยงๆ แล้วก็เดินเข้าฉากไป อาจไม่นึกว่าช่วงเวลาไม่นานหลังจากนั้นเธอจะกลายเป็นหนึ่งในตลกหญิงดาวรุ่ง ที่ชื่อเสียงพุ่งแรงเหลือเกิน "ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับโชคชะตา แต่เป็นเรื่องความดื้อล้วนๆ ที่ทำตุ๊กกี้-สุดารัตน์ บุตรพรหม มีวันแบบนี้ได้"

ดื้อตั้งแต่ตอนเด็กๆ เลย-นี่เธอย้อนความหลังด้วยเสียงดังฟังชัด ด้วยตั้งแต่เล็กแม้จะรู้ว่าพ่อซึ่งหากินด้วยการขับรถเมล์วางแผนมาแต่ไหนให้ พี่ ชายเรียนช่างกล เพื่อเวลารถเสียจะได้ไม่ต้องเข้าอู่ซ่อม ให้น้องสาวเรียนหมอจะได้คอยดูแลพ่อแม่ตอนแก่เฒ่า และให้เธอเรียนครูจะได้มีคนนับหน้าถือตา แต่พอใกล้จะจบชั้นประถมแล้วไปเจอครูฝึกสอนที่เรียนนาฏศิลป์มา เธอกลับติดใจ อยากไปเรียนมั่ง "


แต่พ่อก็บอกจะมีอะไรนอกจากเต้นกินรำกิน" ฟังแล้วตุ๊กกี้ไม่พูดอะไร หากพอถึงวันที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ที่กาฬสินธุ์ เปิดรับสมัคร เธอแอบหนีออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 นั่งรถจากอุดรธานีบ้านเกิดไปสมัคร แล้วก็เจอกฎกติกาที่ทำให้หนักใจ แต่ไม่ท้อ "ก็ในใบสมัครบอกต้องหน้าตาดี บุคลิกดี ซึ่งหนูไม่มั่นใจเลย ตรงนั้นมีหนูคนเดียวที่ผมสั้นหน้าม้า คนอื่นเขาผมยาว ลูกคุณครู แล้วเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วยังที่บอกว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง" ซึ่งถึงไม่มีทั้งคู่ แต่ "หนูก็กรอกไป ดีมากๆ ทุกข้อ"



ครั้นพอถึงตอนสอบ ขณะที่คนอื่นแต่งตัวสวยงาม รำฉุยฉาย, อัญเชิญพระขวัญ และต่างๆ นานา ตุ๊กกี้ที่ไม่เคยโดน "ครูจิ้ม" ให้รำมาก่อนเลยตัดสินใจร้องเพลง "มอเตอร์ไซค์นุ่งสั้น" ของสุนารี ราชสีมา ให้กรรมการคุมสอบฟัง "เขาก็คงขำๆ แหละ" นี่คือสิ่งที่เธอคาดเดา "แต่เขาเห็นเด็กอยากเรียน ก็ให้เรียน" "หนูเลยเป็นคนแรกของนาฏศิลป์ที่ขี้เหร่"...การันตี




พอเข้าไปเรียนและถึงเวลาแยกนักเรียนให้เรียนเป็น "พระ" เป็น "นาง" ตัวนาง และเป็นตัวละครอื่นๆ "ครูเขาก็ซุบซิบกัน" เธอบอก "คือ คนแขนยาว หน้ายาว เขาจะให้เป็นตัวพระ หน้าสั้น กลม แขนสั้น ก็เป็นตัวนาง พอถึงหนูครูเขาก็ขำ แล้วถามหนูจะเป็นลิงหรือเป็นยักษ์ ในใจหนูก็นี่มันบทผู้ชายไม่ใช่เหรอ ก็คิดว่าครูหยอกเล่น ก็ว่าเป็นลิงแล้วกันครู" สุดท้ายเธอก็กลายเป็น "ลิง" ที่ตัวเล็กที่สุดในรุ่น
ทางฝั่งครอบครัว ตุ๊กกี้ว่าแม้สุดท้ายพ่อที่ไม่เห็นด้วยจะยอมให้ได้เรียน แต่ก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่สนับสนุน 3 เดือนแรกของการเรียนปีแรกในวิทยาลัย เธอไม่ได้สตางค์จากพ่อสักบาท ต้องเอาตัวรอดด้วยการขายเครื่องสำอาง ขายสร้อยเงิน ที่เมื่อรวมกำไรกับเงินที่แม่แอบให้ ก็พออยู่รอดได้ "พ่อเขาหวังให้เราเหนื่อยจนเรียนไม่ไหวเอง แต่หนูไหว อยู่ได้ แค่อย่าตามเพื่อน เขาฮิตอะไรไม่สน ไม่ฟุ้งเฟ้อ มีอะไรก็ใส่ รองเท้ามีคู่หนึ่งไม่เคยเปลี่ยน ใส่จนพัง เสื้อผ้าก็เหมือนกัน"



ตลอด 3 ปีของการเรียนนาฏศิลป์ ขณะที่เพื่อนคนอื่นได้รับเบี้ยเลี้ยงจากการรับแสดงงานข้างนอกเป็นประจำ ตุ๊กกี้บอกว่าเธอนั้นไม่เคยได้รับเลยสักบาท เนื่องจากไม่เคยได้รับเลือกเหตุผลคงเป็นเพราะตัวเตี้ยเกินไป เข้าพวกกับใครไม่ได้ "หนูก็คิดนะ ว่าแล้วจะยังไง" สุดท้ายจึงตัดสินใจถามครูว่าเรียนนาฏศิลป์จบแล้ว ไปเป็นอะไรได้บ้าง คำตอบมี 2 อย่าง คือ ไม่เป็นครู ก็เป็นศิลปิน "แล้วอย่างหนูจะเป็นอะไร"




พอถามครูก็นิ่ง "หนูเลยบอกจะไม่เรียนแล้วแหละ เพราะไม่ได้ออกงานเลย คนที่ไปออกงานก็เรียนทันเราเพราะครูก็ติวให้ เงินเราก็ไม่ได้ ผลงานก็ไม่มี แล้วคนที่ออกงานบ่อยๆ ก็จะเก่งกว่า เพราะมีประสบการณ์เยอะกว่า" โชคดีที่คุยเรื่องนี้กับ "โอโม่" รุ่นน้องที่มักจะทำหน้าที่พิธีกรประจำวิทยาลัย ซึ่งพอรู้ปั๊บเขาก็ชวนให้รับงานเป็นพิธีกรคู่ แล้วก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี จนกลายเป็นว่างานไหน ไม่มีพิธีกรคู่ แปลว่างานนั้นเล็ก "กลายเป็นว่าหนูมาถูกทางแล้ว" เธอบอกพลางยิ้ม ด้วยเหตุนี้พอจะขึ้นชั้น ม.4 แล้วพ่อขอให้ออกไปเรียนสายสามัญเธอจึงไม่ยอม พร้อมกันนั้นยังตัดสินใจเรียนต่อสายการแสดงที่ ม.มหาสารคาม หลังเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ที่นี่ก็ไปเจอกับ "ครูกบ-พีรพงศ์ เสนไสย" "เขาเป็นคนผลักดัน และบอกให้หนูรู้ว่ารูปพรรณสันฐานคนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เวลามีการแสดงอะไร ก็ให้หนูเด่นตลอด แล้วหนูยังได้เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยไปแลกเปลี่ยนการแสดงใน 7 ประเทศ ทำให้หนูรู้สึกว่ารูปร่างหน้าตาไม่เกี่ยวแล้ว" หลังเรียนจบเธอเลือก ที่จะไปทำงานที่ภูเก็ตแฟนตาซี ด้วยเหตุผลข้อเดียวว่า "ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯเขาจะเลือกหน้าตาและสัดส่วน แต่ที่ภูเก็ตเขาเล่นไกลๆ ดูแล้วเหมือนกันหมด หนูก็ทำไป"ช่วงนั้นเธอรับเงินเดือน 30,000 บาท และทุกบาทนั้นส่งให้ทางบ้านหมด เธอเองยังชีพด้วยเงินเบี้ยเลี้ยง สมบัติที่มีก็แค่เสื้อผ้าไม่เกิน 5 ชุด ไว้ใส่ตอนกลับไปเยี่ยมบ้านที่อุดรฯ นอกจากนั้นก็คือชุดนอนและชุดทำงาน

ชีวิตช่วงนั้นแม้จะ "โอเค" ตามคำบอก หากลึกๆ แล้วเธอยังหวังอยู่เสมอว่าจะได้ไปทำงานที่บริษัทเวิร์คพอยท์ "อยากทำ สมัครมาตั้งแต่เรียนปี 4 แล้ว สมัครเป็นผู้กำกับเวทีอยู่ 5 รอบแต่ไม่เคยได้" กระทั่งวันนั้น วันที่กลับไปเยี่ยมบ้านแล้วเห็นเวิร์คพอยท์ประกาศรับคนดูแลเสื้อผ้า ก็สมัครทันที แล้วก็ถูกเรียกสัมภาษณ์ในวันนั้น "วันที่ไปมี 9 คน เป็นคนที่เรียนด้วยกันหมดเลย พอเห็นหนูก็รู้ว่าต้องแพ้แน่ๆ เพราะเป็นคนเรียนเก่งมากๆ เป็นศิษย์รักอาจารย์ แล้วหนูก็ใส่แค่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ แล้วก็มีแค่อัลบั้มรูป มีรูปมาให้ดูว่าหนูทำอะไรมาบ้าง เพราะหนูคิดว่าคนเราน่ะพูดแต่ปากเขาคงไม่เชื่อ เวลาทำอะไรเลยเก็บเป็นพอร์ทไว้ แล้วช่วงที่ผู้ใหญ่สัมภาษณ์มันเป็นดวงหนูด้วย เพราะผู้บริหาร 5 คน เพิ่งไปเที่ยวภูเก็ตแฟนตาซี พอสัมภาษณ์เขาก็เปิดอัลบั้ม ดูแล้วก็บอกว่าตรงนี้สนุกมากเลย
ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตหนู อารมณ์ประมาณคนเพิ่งไปดูโชว์มา พูดถึงคนที่โหนสะลิงโปรยดอกไม้ข้ามหัว หนูก็ อ๋อ หนูเองค่ะ กลายเป็นเรื่อง โชคดีไป" ในการทำงานนั้นตุ๊กกี้ ว่าหน้าที่เธอคือเวียนไปดูแลเสื้อผ้าให้รายการต่างๆ แลกกับเงิน 7,500 บาท บวกโอทีแล้วเดือนหนึ่งไม่น่าเกิน 10,000 แต่อยากทำ-อยากทำ ฉะนั้นเงินจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปัญหาอย่างเดียวคือ ทำอย่างไรจะสามารถส่งเงินกลับบ้านได้เท่าเดิม "หนูก็สมัครบัตรเครดิตแล้วก็รูดๆ ส่งไป" แล้วก็ทำงานต่ออย่างมีความสุข กระทั่งวันหนึ่งก็ถึงคิว "ชิงร้อยชิงล้าน" "อาทิตย์ ที่ 2 เอง ก็ไปรีดผ้าตามปกติ แล้วคนที่เล่นเป็นเอ็กซ์ตร้า (ตัวประกอบ) ไม่มา เขาก็หาว่าใครไม่ซ้อมแต่เล่นได้บ้าง หนูไม่มีความอายอยู่แล้ว พอพี่หม่ำถามหนูก็บอกเด็กนาฏศิลป์พอนับ 5..4..3.. ไม่มีอาย เขาก็บอกว่าแต่ต้องแต่งหน้าทุเรศนะ งั้นเดี๋ยวหนูกลับมา" หายไปพักเดียว เธอก็กลับมาพร้อมใบหน้าที่แต่งเองเสร็จสรรพ "พอเห็นพี่หม่ำบอกหน้านี้ถ้าคนไม่ขำให้กระทืบ ไม่ต้องพูดอะไร แค่ออกมาก็พอ" แล้วคนก็ฮากระจายอย่างที่หม่ำทำนายจริงๆ "เสร็จจากการแสดงวันนั้นพี่หม่ำก็บอกรับรองหน้านี้เกิด" แล้วก็จริงอีกแหละ เพราะถึงวันนี้เธอมีงานเข้ามาชน จนไม่มีวันหยุด "หนูเชื่อเรื่องดวง เรื่องจังหวะชีวิตของคนเรา ตอนอยู่ภูเก็ตเหมือนรอขาขึ้น พอมาอยู่เวิร์คพอยท์ หนูบวกๆ หมด หนี้ 150,000 ที่รูดการ์ดส่งให้ทางบ้านก็เคลียร์หมด แล้วตอนนี้ก็มีเงินเดือนละเกือบ 150,000" มีบ้านหลังใหม่ที่สร้างให้พ่อแม่ มีตุ๊กตาบลายธ์ไว้เป็นของสะสมอีก 23 ตัว "สมัยเด็กๆ ไม่มีเลยไง ได้แต่ทำขนมครก หยอดน้ำโคลนลงไป พอโตก็อยากมีเหมือนคนอื่นก็ให้รางวัลตัวเองเถอะ"

เธอบอก ชีวิตของคนอื่นอาจจะเป็นเรื่องของโชคชะตา แต่ของเธอมันเริ่มด้วยการดื้อแล้วสู้ไปอย่างไม่ลดละจนสำเร็จ "เราจึงได้เห็นหน้าเธอในจอทีวีในฐานะอย่างตลกดาวรุ่งอย่างทุกวันนี้"



ตุ๊กกี้ สามช่า (หรือ ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ) มีชื่อจริงว่า สุดารัตน์ บุตรพรหม เป็นตลกหญิงรูปร่างเตี้ย ตัวเล็ก กล้าแสดงออก จบการศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขานาฏศิลป์ไทย
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมกับแก๊งสามช่าเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยช่วงแรกมักจะมาแสดงเป็นนักแสดงประกอบในบางสัปดาห์ และสามารถเป็นตัวขโมยซีนได้ในหลาย ๆ ตอน ทำให้เธอได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมไปถึงยังมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เป็นตัวประกอบในหลาย ๆ เรื่อง เช่น แหยม ยโสธร, โหน่ง เท่ง นักเลงภูเขาทอง, เท่งโหน่งคนมาหาเฮีย, บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2, ว้อหมาบ้ามหาสนุก ฯลฯ

ผลงาน

รายการโทรทัศน์

ภาพยนตร์

หนังสือ

  • (2552) อักลี่ ตุ๊กกี้

เหตุผลที่ชื่อชอบ...

  • เพราะเขาเป็นบุคคลที่สู้ชีวิตทุกอย่าง
  • ขยันทำงาน
  • เก็บเงินใช้หนี้สินให้กับครอบครัว
  • อดทนต่อสู้กับอุปสรรค์ต่าง ๆ
  • การเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขานาฏศิลป์ไทย เข้าเป็นคนรูปร่างเตี้ยหน้าตาพอใช้ได้อย่างพี่เข้าต้องการเรียนเข้าต้องเรียนอย่างอดทน ด้วยการนินทาต่าง ๆ นานา ซึ่งเป็นคนแรกของนาฏศิลป์ที่ขี้เหร่เพื่อนเข้าของการันตี
  • เขาอดทนกับการที่พ่อไม่ได้ให้ความนใจกับการเรียนของเขากับการที่พ่อไม่เคยให้เงินกับพี่เขาได้เรียนเลยเขาจึง ต้องขายของกับเครื่องสำอาง ร้อยสร้องคอ กำไร ขายจึงได้นำเงินมาเรียนหนังสือตามที่ตนต้องการ
  • พี่เขาเป็นคนที่ตลกอยู่ตลอดเวลาใครอยู่ด้วยคงหัวเราะได้ทั้งวัน
  • เป็นสไตร์ที่แปลกใหม่อีกแบบหนึ่ง

อาหารและสารอาหารที่เหมาะสมกับเพศและวัย







การบริโภคอาหารอย่างมีสัดส่วน อาหารในแต่ละมื้อควรมีสารอาหารครบทั้ง 5 ประเภทเพื่อการกินดีมีสุข คือประกอบด้วยสารอาหารดังต่อไปนี้ อาหารที่มีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมัน จะให้พลังงานและความอบอุ่น อาหารที่มีสารอาหารประเภทโปรตีนจะช่วยสร้างเสริมและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อาหารที่มีสารอาหารประเภทเกลือแร่ และวิตามิน จะช่วยควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ



ความต้องการสารอาหาร
มนุษย์ทุกคนต้องการอาหารหรือสารอาหารในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งในแต่ละวัยก็มีความต้องการสารอาหารที่ต่างกันไป

1. วัยทารก (แรกเกิด- 1 ปี) อาหารหลักคือ น้ำนม นมแม่เป็นอาหารทีดีและเหมาะที่สุดสำหรับทารกนอกจากนมแม่แล้ว ทารกยังจำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมดังตารางต่อไปนี้
2. เด็กวัยก่อนเรียน (2 - 5 ปี) เด็กวัยนี้ต้องการอาหารเช่นเดียวกับทารกในระยะ 1 ปีแรก แต่ต้องการปริมาณมากขึ้น เพราะมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต
3. เด็กวัยเรียน (6 - 13 ปี) เป็นวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตช้า ๆ แต่สม่ำเสมอ การที่จะเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ได้เด็กต้องได้อาหารถูกต้อง ตามหลักโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ปัญหาโภชนาการของเด็กวัยนี้คือได้รับอาหารโปรตีนและแคลอรี่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร หรือได้รับมากเกินไปทำให้ภาวะโภชนาการเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งอาจเกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ความดันโลหิตสูง ไขข้ออักเสบ
4. เด็กวัยรุ่น (13 - 19 ปี) วัยรุ่นควรได้รับสารอาหารครบทุกประเภท คือ กินข้าว เนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ น้ำนม ไขมัน ผักและผลไม้ทุกวัน เนื่องจากเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งด้านรูปร่าง หน้าตา จิตใจ อารมณ์ และการร่วมสังคมกับคนอื่นๆ
5. วัยผู้ใหญ่ (20-40 ปี) เป็นวัยที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว แต่ร่างกายก็ยังต้องการสารอาหารเพื่อนำไปใช้ในการทำงานของร่างกาย และซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม ผู้ใหญ่ควรกินอาหารให้ครบได้สัดส่วนตามความต้องการของร่างกาย ความต้องการวิตามินยังคงเท่ากับวัยรุ่น สำหรับธาตุเหล็กร่างกายยังต้องการมาก ควรลดปริมาณการกินของหวาน น้ำตาล ไขมันโดยเฉพาะไขมันจากสัตว์เพิ่ม ปริมาณการกินผักและผลไม้มากขึ้น
6. วัยชรา ไม่ต้องการแคลอรีมากเพราะมีการเคลื่อนไหวน้อย จึงต้องการอาหารประเภทไขมัน และคาร์โบไฮเดรตน้อยแต่ต้องการเหล็กและแคลเซี่ยมมากเพื่อความแข็งแรงของกระดูก ควบคุมการทำงานของประสาท กล้ามเนื้อ และการแข็งตัวของโลหิต
ส่วนที่เป็นนักกีฬา อาหารของนักกีฬาที่ให้พลังงานอย่างมาก จะต้องมีสัดส่วนดังนี้คือ โปรตีน 12 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 33 เปอร์เซ็นต์ และคาร์โบไฮเดรต 55 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอต่อการดูดซึมอาหารและทำให้กากอาหารไม่จับตัวแข็งและถ่ายสะดวก ก่อนการแข่งขันนักกีฬาต้องกินอาหารน้อยๆ เพราะถ้ากินมาก เลือดจะถูกดึงจากกล้ามเนื้อไปให้กระเพาะเพื่อย่อยอาหาร ทำให้เล่นกีฬาได้ไม่เต็มความสามารถ ดังนั้นก่อนการแข่งขันควรดื่มน้ำผลไม้เพื่อป้องกันการเสียน้ำมากเกินไปซึ่งทำให้เหนื่อยเร็ว
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีร่างกายเล็กหรือใหญ่หรือทำงานหนักก็รับประทานอาหารลดลงหรือเพิ่มขึ้นจากปริมาณดังกล่าวนี้



ปลูกฝังค่านิยมการบริโภคที่ถูกต้องก่อให้เกิดภาวะโภชนาการที่ดี ไม่มีอาหารใดชนิดเดียวที่จะมีสารอาหารต่างๆ ครบในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ดังนั้นในวันหนึ่งเราควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่






















อาหาร สารอาหารและพลังงาน






ประเภทของสารอาหารที่พบในอาหาร

ร่างกายของเราต้องการอาหารสำหรับรับประทานเพื่อการดำรงชีวิตและการเจริญเติบโต ในอาหารมีสารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด บางชนิดช่วยเสริมสร้าง การเจริญเติบโต บางชนิดช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต บางชนิดให้ความร้อนและพลังงานแก่ร่างกายและบางชนิดก็ช่วยในการป้องกันโรค สารที่จำเป็นเหล่านี้เรียกว่า สารอาหาร

สารอาหารมี 5 ชนิด คือ

1. โปรตีน เป็นสารทีจำเป็นต่อการเจริญเติบโต ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายและช่วยในการต้านทานโรค โปรตีนมีอยู่มากในเนื้อสัตว์ต่างๆ นม ไข่ และถั่ว ชนิดต่างๆ

2. คาร์โบไฮเดรต ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายในการเคลื่อนไหวและทำงานต่างๆ มีอยู่มากในข้าว แป้ง ขนมปัง เผือกมัน และน้ำตาล

3. ไขมัน ช่วยให้พลังงานความร้อนแก่ร่างกาย ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น มีอยู่มากในน้ำมัน เนย นม และไขมันจากพืชและสัตว์

4. วิตามิน ช่วยให้สุขภาพดี และต้านทานโรค มีอยู่มากในผักผลไม้ต่างๆ
5. เกลือแร่ ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงและมีสุขภาพดี มีอยูมากในผักและผลไม้ต่างๆ นอกจากสารอาหารทั้ง 5 ชนิดดังกล่าวแล้ว น้ำก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายด้วยเพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ร่างกายจะขาดน้ำไม่ได้

อาหารที่ควรเลือกรับประทาน
กระทรวงสาธารณสุขได้แบ่งอาหารที่เรารับประทานเป็น 5 หมู่เรียกว่า อาหารหลัก 5 หมู่
หมู่ที่ 1 อาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วชนิดต่างๆ ฯลฯ อาหารในหมู่นี้มีโปรตีนมาก ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและต้านทานโรค

หมู่ที 2 อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เช่น ข้าว แป้ง ขนมปัง เผือก มัน น้ำตาล ฯลฯ อาหารในหมู่นี้มีคาร์โบไฮเดรตมาก ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายในการ ทำงานต่างๆ

หมู่ที่ 3 อาหารประเภทผัก เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ฯลฯ อาหารในหมู่นี้มีวิตามินและเกลือแร่ ช่วยในร่างกายแข็งแรงและป้องกันโรค
หมู่ที่ 4 อาหารประเภทผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม สัปปะรด ฯลฯ อาหารในหมู่นี้มีวิตามินและเกลือแร่ช่วยให้อวัยวะต่างๆ แข็งแรงและทำงานปกติ
หมู่ที่ 5 อาหารประเภทน้ำมันและไขมัน เช่นน้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ เนย ฯลฯ อาหารในหมู่นี้มีไขมันมาก ช่วยให้แพลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย


สารอาหารเป็นสารจำเป็นสำหรับร่างกาย เราควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละมื้อ เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน การรับประทานอาหารจึงไม่ควรเลือกรับประทานแต่เฉพาะอาหารที่เราชอบ เพราะอาจไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วน

ประโยชน์ของอาหาร















สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องกินอาหาร อาหารช่วยให้ร่างกายเติบโตและมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีพลังงานในการเคลื่อนไหวและทำงานได้ อาหาร คือ สิ่งที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย สารอาหารคือ สิ่งที่มีคุณค่าในอาหารซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย สารอาหารแบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ ไขมัน


1. ประโยชน์ของอาหาร อาหารแต่ละชนิด นอกจากมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วยังมีน้ำอยู่ด้วย น้ำเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายขาดน้ำไม่ได้ เพราะน้ำช่วยนำอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และช่วยควบคุมระบบการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ เช่น ระบบการย่อยอาหาร การหมุนเวียนของโลหิต การขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย นอกจากนี้น้ำยังช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติและทำให้ผิวพรรณสดชื่นด้วย อาหารมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น


1.1. ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโต อาหารจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ สมอง กระดูก ผิวหนัง เส้นผม หลอดเลือดและอวัยวะต่าง ๆของร่างกาย ทำให้โตขึ้น มีน้ำหนักมากขึ้น

1.2. ให้พลังงานและความอบอุ่นแกร่างกาย ไม่ว่าเดิน วิ่ง ทำงานหรือใช้ความคิด แม้แต่เวลาหลับ อวัยวะบางอย่างก็ยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ได้หยุด และยังต้องการพลังความร้อนช่วยให้อบอุ่น


1.3. ซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ที่สึกหรอของร่างกาย ส่วนต่าง ๆของร่างกายต้องทำงานอยู่เสมอ ทำให้เกิดการสึกหรอและเสื่อมสลายไป อาหารจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานได้ปกติ อาจมีการสร้างเนื้อหนังเพิ่มขึ้นมาบ้าง ทำให้อ้วนขึ้น แต่ไม่สูงขึ้น


1.4. ทำให้ส่วนต่าง ๆของร่างกายทำงานได้ตามปกติ อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายต้องการอาหารไปบำรุงให้เจริญเติบโตได้เต็มที่มีสภาพสมบูรณ์แข็งแรง เพื่อที่จะทำงานได้ตามหน้าที่ ถ้าร่างกาย ขาดอาหารอวัยวะบางส่วนจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือเกิดโรคได้เช่นโรคคอพอก เป็นต้น


1.5. สร้างความต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย เมื่อกินอาหารทีมีประโยชน์ สะอาดและเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จะทำให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ จิตใจ ก็สดชื่นแจ่มใส ย่อมมีความต้านทานโรคได้ดีหรือถ้าเจ็บป่วยก็มีอาการไม่รุนแรงมากนัก นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรค



ประเภทของอาหาร



ประเภทของอาหาร

อาหารไทยแท้
คืออาหารที่คนไทยทำกันมาแต่โบราณ ส่วนมากเป็นแบบง่ายๆ เช่น ข้าวแช่ ต้มโคล้ง แกงป่า น้ำพริก เป็นต้น และหลน ส่วนขนมไทยแท้ก็ปรุงมาจากแป้ง น้ำตาล กะทิเป็นส่วนใหญ่ เช่น ขนมเปียกปูน ขนมเปียกอ่อน ลอดช่อง ขนมปลากริมไข่เต่า ขนมใส่ไส้และขนมครก เป็นต้น ส่วนมากไม่ใช้ไข่ ถ้าใช้มักจะเป็นขนมไทยที่รับมาจากชาติอื่น


อาหารไทยแปลง
คืออาหารไทยที่แต่งแปลงมาจากประเทศหรืออาหารไทยที่รับมาจากต่างประเทศ บางชนิดคนไทยคุ้นเคยจนไม่รู้สึกว่าเป็นของชาติอื่น บางชนิดคนไทยคุ้นเคยจนไม่รู้สึกว่าเป็นของชาติอื่น เช่นแกงกะหรี่ แกงมัสมั่น ที่จริงนั้นดัดแปลงมาจากของอินเดีย และแกงจืด ต้มจืดทั้งหลายก็ดัดแปลงมาจากอาหารจีน เป็นต้น